ในยุคของ Industrial IoT (IIoT) การเชื่อมต่อระหว่างเครื่องจักรผ่านโปรโตคอล OPC UA กลายเป็นมาตรฐานหลัก แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรับส่งข้อมูลคือ Security Policy หรือนโยบายความปลอดภัยที่ช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ในระบบอุตสาหกรรม
ทำไมต้องกำหนด Security Policy ใน OPC UA?
OPC UA ไม่ได้เป็นเพียงแค่โปรโตคอลส่งข้อมูล แต่มีโครงสร้างความปลอดภัยในตัว (Security-by-Design) การตั้งค่า Policy ที่ถูกต้องจะช่วยดูแลเรื่อง:
- Authentication: การยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานหรือ Client
- Integrity: การตรวจสอบว่าข้อมูลไม่ถูกแก้ไขระหว่างทาง
- Confidentiality: การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อไม่ให้ดักอ่านได้
ขั้นตอนการกำหนด Security Policy ที่สำคัญ
1. การเลือก Endpoint และ Security Mode
เมื่อเราสร้าง OPC UA Module เราต้องกำหนดระดับการป้องกัน ซึ่งโดยทั่วไปจะมี 3 โหมดหลัก:
| Security Mode | คำอธิบาย |
|---|---|
| None | ไม่มีการเข้ารหัส (ใช้เฉพาะการทดสอบภายใน) |
| Sign | มีการเซ็นกำกับข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตน แต่ไม่เข้ารหัสเนื้อหา |
| Sign & Encrypt | สูงสุด: ทั้งเซ็นกำกับและเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมด |
2. การเลือกอัลกอริทึมการเข้ารหัส (Security Policy URI)
ควรเลือกใช้มาตรฐานที่ทันสมัย เช่น Basic256Sha256 หรือ Aes128_Sha256_RsaOaep เพื่อป้องกันการเจาะระบบจากคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน
ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการใช้งาน Basic128Rsa15 หรือ None ในระบบที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกดักฟัง
การจัดการ Trust List และ Certificate
หัวใจสำคัญของ OPC UA คือการแลกเปลี่ยน Application Instance Certificate. ก่อนที่ Server และ Client จะคุยกันได้ ทั้งคู่ต้องแลกเปลี่ยนใบรับรองและกดยอมรับ (Trust) ในฝั่งของตนเองเสียก่อน
สรุป
การสร้าง Security Policy สำหรับ OPC UA Module ไม่ใช่เรื่องยากหากเราเข้าใจพื้นฐานของการเข้ารหัสและการจัดการ Certificate การลงทุนเวลาในการตั้งค่าระบบความปลอดภัยในวันนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับไลน์การผลิตในอนาคตได้อย่างมหาศาล
การรักษาความปลอดภัยข้อมูล, โปรโตคอล OPC UA, นโยบายความปลอดภัย, ระบบออโตเมชัน
