ในปัจจุบันการผลิตแบบ Additive Manufacturing หรือการพิมพ์สามมิติ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างต้นแบบอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง ดังนั้น เทคนิคตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานหลัง Additive Process จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะตัดสินว่าชิ้นงานนั้นมีความพร้อมและได้มาตรฐานตามที่ออกแบบไว้หรือไม่
ทำไมการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control) ถึงสำคัญ?
เนื่องจากกระบวนการเติมเนื้อวัสดุอาจเกิดความร้อนสะสม การหดตัว (Shrinkage) หรือความคลาดเคลื่อนของชั้นเลเยอร์ การตรวจสอบอย่างละเอียดจะช่วยลดความเสี่ยงในการนำชิ้นงานที่ไม่ได้มาตรฐานไปใช้งานจริง
เทคนิคการตรวจสอบยอดนิยมในปัจจุบัน
1. การวัดขนาดด้วยความละเอียดสูง (Dimensional Inspection)
การใช้เครื่องมือวัดพื้นฐานอย่าง Digital Calipers หรือ Micrometer ไปจนถึงเครื่อง CMM (Coordinate Measuring Machine) เพื่อยืนยันว่าขนาดของชิ้นงานตรงตามไฟล์ CAD ต้นฉบับ
2. การสแกนสามมิติ (3D Scanning & Metrology)
เทคนิคนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยการใช้เลเซอร์สแกนเพื่อสร้าง Point Cloud และนำมาเปรียบเทียบกับโมเดล 3D เดิม (CAD-to-Part Comparison) เพื่อหาจุดที่คลาดเคลื่อนเป็นหน่วยไมครอน
3. การตรวจสอบโครงสร้างภายใน (Non-Destructive Testing - NDT)
- Industrial CT Scan: ใช้เอกซเรย์ส่องดูโพรงอากาศ (Porosity) หรือรอยร้าวภายในชิ้นงานโดยไม่ต้องทำลายชิ้นงาน
- Ultrasonic Testing: ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจหาความหนาแน่นที่ไม่สม่ำเสมอในเนื้อวัสดุ
4. การตรวจสอบความเรียบผิว (Surface Roughness Testing)
เนื่องจากชิ้นงานจาก Additive Process มักจะมีลักษณะเป็นชั้น (Layer Lines) การใช้เครื่อง Stylus Profilometer จะช่วยวัดค่าความเรียบผิวเพื่อให้มั่นใจว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานการใช้งาน
