ในยุคที่การผลิตแบบ Hybrid Manufacturing เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ การเลือกวัสดุสำหรับส่วนของ Additive Manufacturing (AM) หรือการเติมเนื้อวัสดุนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกพลาสติกหรือโลหะทั่วไป แต่ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติที่รองรับการปรับแต่งด้วยการกัด (Milling) ในขั้นตอนถัดไปด้วย
ปัจจัยสำคัญในการเลือกวัสดุ Additive สำหรับระบบ Hybrid
เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงสุด การเลือกวัสดุควรพิจารณาจากหัวข้อหลักดังนี้:
- ค่าความแข็งของวัสดุ (Material Hardness): วัสดุต้องไม่แข็งจนเกินไปจนทำให้ Tool ในการกัดเสียหาย แต่ต้องมีความแข็งแรงพอที่จะคงรูปทรงหลังพิมพ์
- การจัดการความร้อน (Thermal Management): เนื่องจากเครื่อง Hybrid มักมีการเชื่อมหรือหลอมละลาย วัสดุต้องมีอัตราการขยายตัวจากความร้อนที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการบิดเบี้ยว (Warping)
- ความสามารถในการตัดแต่ง (Machinability): นี่คือหัวใจสำคัญ วัสดุ Additive ที่ดีต้องสามารถกัดผิวให้เรียบเนียนได้โดยไม่เกิดการแตกหักหรือชิป (Chipping)
ประเภทวัสดุที่นิยมใช้
ปัจจุบันวัสดุที่นิยมใช้ในเครื่อง Hybrid มีตั้งแต่โลหะไปจนถึงคอมโพสิต:
| ประเภทวัสดุ | ข้อดีในระบบ Hybrid |
|---|---|
| Stainless Steel (316L) | ทนทานต่อการกัดกร่อน กัดแต่งผิวได้สวยงาม |
| Tool Steel | เหมาะสำหรับการซ่อมแซมแม่พิมพ์ที่ต้องนำไปกัดซ้ำ |
| High-Performance Polymers | น้ำหนักเบา แต่ต้องระวังเรื่องการสะสมความร้อนขณะกัด |
สรุปแล้ว การเลือก วัสดุ Additive สำหรับเครื่อง Hybrid ต้องมองให้ครบวงจรตั้งแต่ขั้นตอนการเติมเนื้อไปจนถึงขั้นตอนการ Finishing เพื่อลดระยะเวลาการผลิตและเพิ่มความแม่นยำให้กับชิ้นงานของคุณ